2008/Aug/27

นานๆที
จะเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวนะครับเดี๋ยวนี้
วันนี้มาคุยเรื่องการศึกษากันดีกว่า

เป็นที่น่าแปลกใจ
ผมพบว่าแทบทุกครั้งที่มีการให้โอวาทเด็กวัยเรียน
มักจะมีคำว่า
ตั้งใจเรียน
ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน
ขอให้เรียนเก่งๆ
ตั้งใจเรียนให้เก่งๆ
เก่งตั้งขอเรียนใจให้
อะไรต่อมิอะไรที่แปลไปในทางเดียวกันว่า
มึงมีหน้าที่ก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างเดียวนะไอ้ตูด

ไม่รู้ว่าประเทศอื่นเค้าเป็นอย่างนี้กันมั้ย
แต่น่าเศร้านะครับที่เด็กๆแถวบ้านเรา
มักถูกกดดันแบบทีละเล็กทีละน้อยให้ต้องเรียนตลอดเวลา
ผลที่ได้ออกมาคือโรงเรียนกวดวิชาล้นประเทศ
ไม่เข้าใจเด็กสมัยก่อนที่โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่สมัยนี้
ก็ไม่เห็นต้องไปเรียนกวดวิชาห่าเหวอะไร
มันก็โตขึ้นมากันได้
ดูแล้วก็ท่าทางจะฉลาดๆกันทั้งนั้นนี่

บางครั้งผมก็นึกย้อนกลับไปถึงตัวเอง
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่แห่ไปโรงเีรียนกวดวิชาตามกระแสนิยม
แต่ไม่นานผมก็เบื่อ
ข้างนอกนั่น ตอนเย็นๆ
มีอะไรอีกมากมายที่น่าสนใจ น่าเรียนรู้
และมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากกว่าสมการล็อกการิธึ่ม
แน่นอน ผมถอนตัวอย่างรวดเร็ว
กระทั่งตอนเตรียมเอ็นทรานซ์
ผมก็ไม่เข้าใจว่าเพื่อนๆครับ
มึงจะหน้าดำคร่ำเครียดไปทำไมนักหนา
ในเมื่อไอ้ที่อ่านๆอัดๆเข้าไปนั้น
หลังเอ็นท์ก็ลืมราบคาบ
แล้วไอ้คณะหรือมหาวิทยาลัยที่อยากเข้ากันนักหนานั้น
มันตอบโจทย์ของชีวิตได้จริงรึเปล่า
หรือเป็นเพียงกระแสนิยม

การศึกษาให้อะไรกับเราบ้าง
แน่นอนความรู้พื้นฐานสำหรับการประกอบอาชีพ
และความรู้พื้นฐานสำหรับการประกอบกันเป็นสังคม
แต่สิ่งที่เราตั้งหน้าตั้งตาร่ำเรียนกันเป็นสิบปีนั้นจำเป็นจริงๆหรือ
หรือแค่เพราะเค้าบอกให้เรียนก็เลยเรียนๆไป
แค่เพราะเค้าว่ากันว่ามันดี มันก็เลยต้องดี
ผมไม่แน่ใจ และผมก็ไม่เชื่อมัน
ในเมื่อแม้แต่ตัวหนังสือเรียนเอง
ยังพยายามโกหกเราตั้งหลายอย่าง
ในปัญหาหลายข้อ หนังสือเรียนก็ตอบเราอย่างคลุมเครือ

เราต้องหัดคัดภาษาอังกฤษตัวเขียน
ทั้งที่มันเป็นแค่ลายมือแบบที่คนอังกฤษใช้กัน
แต่เรากลับถูกบังคับให้ลอกเลียนลายมือคนอื่น
ลอกกระทั่งน้ำหนักของเส้น
ในคาบแนะแนว
หลายครั้งที่อาจารย์ให้ทำแบบทดสอบว่าเราเหมาะจะเป็นอะไร
แต่ไม่ได้บอกว่าเราควรจะทำยังไงถึงจะเป็นในสิ่งที่เราต้องการได้ดี
แม้แต่ตอนที่มีรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยอื่นมาบ่นงึมงำึ
เชียร์ให้เข้ามหาวิทยาลัยของตน
ก็ไม่แทบไม่เคยแจกแจงว่า
แต่ละคณะที่เราจะเข้า
แต่ละสายงานที่เราอยากเดินไป
เราต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง
ในหนังสือเรียนสังคมศึกษา
นี่คือประวัติศาสตร์ทีคนกลุ่มหนึ่งจัดมา
เพื่อให้เราเชื่ออย่างนั้น
หรือแม้แต่ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์
ศาสตร์แห่งการแตกฉานลึกซึ้ง
สิ่งที่หนังสือเรียนมีให้
มีเพียงแผนที่ดวงดาวซึ่งผิดเสกลอย่างใหญ่หลวง
ข้อมูลชั้นหินที่ไม่บอกว่ามันมีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างไร
สมการทางฟิสิกส์ซึ่งยุ่งยากมากมาย
ให้เราท่องจำแต่ไม่มีส่วนในสนับสนุนในการนำไปสานต่อ
และอีกสารพัดสารพันบลาบลาบลา
อันเต็มไปด้วยกรอบทางความคิด

แต่ถึงอย่างนั้นการศึกษาก็ยังสำคัญ
เพราะพวกเขาเหล่านั้นบอกว่ามันสำคัญ
และเมื่อเราโตขึ้น
ฌราก็จะกลายเป็นพวกเขาเหล่านั้น
ที่เชื่อว่ามันสำคัญ
แล้วสั่งให้คนรุ่นต่อไปทำตาม

ที่ผิดคงไม่ใช่การศึกษา
แต่น่าจะเป็นเนื้อหาข้างใน
และวิธีที่เราให้ความสำคัญกับมัน

ผมเองเคยให้โอวาทผู้ที่อ่อนวัยกว่าอยู่บ้าง
ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมพูดถึงการศึกษา
มันเป็นเรื่องของแต่ละคนไม่ใช่เหรอ
ที่เค้าอยากจะศึกษา หรือเรียนรู้อะไร
มันควรเป็นการตัดสินใจของเค้า
ที่จะเลือกแตกฉานในเรื่องใด
ทุกครั้งผมจะบอกเด็กพวกนั้นว่า
เป็นตัวของตัวเองนะ
ทำใจให้เข้มแข็งไว้นะ
พกถุงยางด้วยนะ
อย่าแซงคิวชาวบ้านนะ

น่าแปลกจริงๆ
ที่ไม่ค่อยมีใครพยายามย้ำเตือนเด็กๆ
ปลูกฝังให้ซึมซับถึงสิ่งเหล่านี้เลย

ทุกวันนี้เราจึงมีเด็กเรียนเก่ง
ที่ชอบแย่งขึ้นรถไฟฟ้าก่อนคนข้างในจะก้าวออกมา
หนอนหนังสือที่คุยโทรศัพท์ในโรงหนัง
นักเรียนดีเด่นที่กลับบ้านปุ๊บเปิดเว็บโป๊ปั๊บ
หรือบัณฑิตเกียรตินิยมที่ร้องขอรถสปอร์ตแลกปริญญา

ถ้าสักครั้งที่ผมจะกล่าวถึงเรื่องการศึกษา
ให้กับเด็กๆที่กำลังเรียนอยู่
ผมอยากจะบอกว่า
เลือกเรียนแต่พอดี
แล้วอย่าลืมบริหารจิตใจด้วยครับ

Comment

Comment:

Tweet


ywtnexdb ogspeygd nftegesm
#21 by YdUnWveIdmIAbRAL (94.102.49.213) At 2009-08-14 22:39,
beldsiyv pgfacmbm diyuzzjn
#20 by ywgdukLtqsXjNFvt (94.102.49.213) At 2009-08-14 18:18,
nlkqidnk vvonzsvo eclvngnc
#19 by NGxeOyIVjToe (89.248.172.50) At 2009-08-09 22:48,
tixktdtr scmkfwdu kiupekdo
#18 by gvCBVpHvlxNWZ (89.248.172.50) At 2009-08-09 19:57,
vvmnjmfg jyrnsuyh qqndbiie
#17 by ocwwTKIlxJtsaxYMp (95.169.190.71) At 2009-08-01 09:10,
wzsbsick dzemmlzq ypmkscqk
#16 by uVPbvLov (95.169.190.71) At 2009-07-31 18:49,
ebdksrpz uiakmvyj qhvlcizu
#15 by NkwTUAVVbzRpjP (95.169.190.71) At 2009-07-31 17:58,
ttqgtxus mwoeoekl qtcfceqt
#14 by gIPPQpgvRGX (95.169.190.71) At 2009-07-31 17:09,
nagmlfml bxrpbvpc bklvwvmu
#13 by sGswWKZtC (95.169.190.71) At 2009-07-31 16:18,
flzkxdvf knsigaje hcywjdsj
#12 by TTLwFXJqjATswKByj (95.169.190.71) At 2009-07-31 13:45,
rexwpisv ievyhoxs ysesagnr
#11 by gCYjonyzf (95.169.190.71) At 2009-07-31 12:53,
kbC9Rn zdeyprqq bfljkxix uglryvce
#10 by swFuZTVcbpSVxbQakq (89.248.172.50) At 2009-07-21 09:24,
จาก คห. แรกๆ

อ่านหนังสือมันก็มีประโยชน์ของมัน ขออย่าเอาประโยชน์อย่างหนึ่งไปปนกับประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็พอครับ big smile

บางทีการจะผ่าฟันได้ดี มันต้องปึ๊กทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มันละเลยสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้อยู่แล้ว
#9 by Gow27 At 2008-10-08 10:19,
น้องสาวผมเป็นนักจิตวิทยา ไปบรรยายให้บรรดาเด็กโอลิมปิค พวกที่ชนะเลิศการแข่งขันทางวิชาการ หรือพวกเด็กระดับหัวกะทิของประเทศฟัง ปรากฏว่าพอบรรยายไป มีคนร้องไห้เพราะเครียดและอัดอั้นจากชีวิตอันแสนกดดันของตัวเอง

น้องผมบอกว่า เด็กพวกนี้ทุ่มเทให้กับการเรียนมากๆ แต่กลับขาดความเข้าใจในชีวิต และเมื่อถึงคราวอับจนล้มเหลวทางการเรียน (หรือเป้าหมายระยะสั้น) บางครั้งก็เครียดจนถึงขั้นซึมเศร้าและมีแววจะแสดงออกด้วยการฆ่าตัวตาย สภาพเด็กพวกนี้หลายๆ คนจึงไม่ค่อยต่างจากหุ่นยนต์ที่ทึมมะลือ ยิ้มยาก ไร้ชีวิตชีวา แล้วก็หน้าดำคร่ำเครียดอยู่ตลอดเวลา ... เรียนมาก แทนที่จะเอาตัวรอดได้มาก แต่พอเจอปัญหาที่คาดไม่ถึง หรือเจอความไม่เที่ยงของชีวิต กลับทุกข์ตรม ทำใจอะไรไม่ได้

ผมว่าระบบการศึกษาของไทยมันมีปัญหามานานแล้วล่ะ เน้นเนื้อหาวิชาการหนักๆ ปั้นเด็กเป็นเทพตอนอนุบาล ประถม มัธยม แทนที่จะส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และสังคมให้กับเยาวชนในเรื่องต่างๆ รอบด้านมากกว่านั้น แล้วค่อยมายัดวิชาการในวัยที่สมควรเลือกอาชีพทีหลังก็ไม่สาย ... ดังนั้นเมื่อถึงยุคนี้ที่สื่อข้อมูลแพร่สะพัดเข้าไปทุกซอกทุกมุมของประเทศ เด็กไทยถึงตกอยู่ในสภาพคิดไม่เป็น บาง
คนก็เก็บกดจนต้องมาแสดงออกผ่านสื่อสาธารณะ ตรงข้ามกับบุคลิกที่จะแสดงกับคนใกล้ชิด เช่น ครอบครัวหรือในโรงเรียน แทบจะเป็นหนังคนละม้วน

จำได้ว่าสมัยครอบครัวผมต้องย้ายไปอยู่เมืองนอกเมื่ออายุ 8-11 ขวบ ผมทดสอบคณิตได้ที่ 1 ของชั้น (อาจจะ รร. ด้วยซ้ำ)ชนะเด็กฝรั่งทุกคนแม้พวก Nerdๆ ที่หวังจะเข้า Kings Colledge หรือ Oxford เพราะเด็กอังกฤษเพิ่งเรียนแค่ บวก ลบ คูณ หารง่ายๆ ในขณะที่ของไทยเรียนกันไปถึงเศษส่วนทศนิยมและเทียบบัญญัติไตรยางค์กันแล้ว ... ผมอยู่ที่นั่นอาจไม่ได้เก่งเลขมากขึ้น แต่ทำให้ผมเป็นคนกล้าแสดงออก (ในสิ่งที่ควร) มีความฝันและความคิดสร้างสรรค์ ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้สื่อสารกับเพศตรงข้าม ได้มีกิจกรรมภาคสนามมากมาย ได้เล่นกีฬาทุกวัน จนหายป่วยจากโรคเรื้อรังเช่น ภูมิแพ้ โรคไอไม่หยุด ที่ไม่เคยรักษาได้ตอนอยู่เมืองไทย

ก็ไม่ได้อยากสรุปว่าระบบการศึกษาของ ตปท. ดีกว่าไทย แต่ผมรู้สึกว่า ระบบของไทยยัดเยียดสิ่งที่ (อาจ) ไม่มีความจำเป็นล้นหัวเยาวชนของชาติมากเกินไป แทนที่จะเปิดโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนได้มุ่งเน้นในสาขาที่ตนสนใจเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ผมว่าเด็กไทยสมัยนี้ก็ขาดวินัยกันอย่างหนักด้วยเหมือนกัน บางทีระบบที่ปล่อยปละละเลยเกินไป ก็ทำลายเด็กได้เหมือนกัน จบมาเป้นดารานักร้อง กันหมด เพราะลึกๆ แล้วแค่อยากสนุกไปวันๆ กับอยากหนีความยากลำบากที่ต้องพบเจอในชีวิตเท่านั้น ... "ความฝัน" เลยมักเป็นข้ออ้าง (ที่สวยหรู)ของคนที่ปราศจากความเพียรพยายามหรืออดทนอะไรไม่ได้เหมือนกัน

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคลด้วย ถ้ารู้จักตนเองดีพอ มีความมุ่งมั่นพอ และเป็นคนหนักเอาเบาสู้ ก็คงไม่มีปัญหา

ระบบจะต้องยืดหยุ่นเพื่อรองรับความแตกต่างของเด็กให้มากว่านี้มากๆๆๆ เลยทีเดียว
#8 by Gow27 At 2008-10-08 10:15,
พี่พีืทลองอ่านหนังสือ
"ชวนลูกหนีเรียน" ดิ
(แอบช่วยโปรโมท ฮา)
#7 by เห็ด rosy At 2008-09-10 19:49,
แก้โจทย์ปัญหาสมการต่างๆนาๆได้ แต่กลับไม่สามารถแก้ไขชีวิตตัวเองได้ อ่านนู่นท่องนี่รู้หมดทุกอย่าง แต่ไม่รู้ัจักตัวเอง?
ตอนนี้อยู่ม.3 ครูชอบเน้นเกี่ยวกับ "การสอบ" จนเหมือนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ทั้งๆที่มันไม่ใช่ตัวตัดสินเราทั้งหมด
รร.เรามีค่านิยมที่ว่า ใครเรียนหมอ/วิศวะ/ทันตะแสดงว่าเก่ง ทั้งๆที่ทุกอาชีพต้องการคนเก่งด้วยกันทั้งนั้น!
เด็กเรียนก็เรียนก็อ่านกันหน้าดำหน้าแดง จนเหมือนลืมความเป็นตัวเอง ไม่ต่างจากหนังสือเดินได้ (อนาถนิดหน่อย พอวิชาดนตรี ดันมาบ่นกันว่าเรียนดนตรีไปทำไม เครียด!)

(แล้วเอ็งมาพล่ามอะไรแถวนี้เนี่ย -[]-!) เห็นเพื่อนๆรอบตัวเราโดนกระแสเหล่านี้กลืนไปหมดแล้ว ไม่ชอบใจเลยเวลาถูกย้ำว่า "ต้องทำเกรดดีๆ..แล้วอนาคตไกล" มันก็จริงส่วนหนึ่ง แต่เราคิดว่าการที่ให้เด็ก "ทำงาน" ลงมือทำค้นหาอะไรด้วยตัวเองมันสำคัญกว่านะ...เฮ้อ!

อย่าลืมบริหารจิตใจด้วยค่ะ ^^
#6 by GUAYJUB At 2008-08-27 19:18,
อ่านไม่หมด ยาวเกิน แต่อ่านของ shuu แล้วนึกถึงอนิเมะว่า Nijuu-soumen no musume(Daughter of 20 faces) โจร20หน้าบอกชิโกะ(นางเอก)ว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือก็เหมือนหมู แต่คนที่เอาแต่เรียนรู้จากหนังสือก็เหมือนหมา
#5 by ob the air At 2008-08-27 10:59,

big smile

เราต้องใช้พยายามอย่างหนัก
ที่จะคอมเม้นส์แบบไม่แว้งกัด 555


อย่าลืมบริหารจิตใจด้วย นะคะ
เคยบอกเด็กๆ ถ้ามีโอกาสว่า
เลือกสิ่งที่ชอบ แล้วใส่ใจกับมันดีกว่าopen-mounthed smile
#3 by wesong At 2008-08-27 08:22,
อ่ะนะ แต่การรู้ฮอร์โมนอาจไม่ช่วยให้รับมือทางด้านจิตใจของคนไข้ที่อ่อนไหวต่อความสยดสยองง่ายได้มั้งครับ

แต่ผมคิดว่าการอ่านหนังสือมันดีนะ อ่านเยอะน่ะดีแน่ big smile
#2 by Re-Peat Again At 2008-08-27 02:44,
เพื่อนน้องอยู่ทันตะ อ่านหนังสืออย่างเดียว ประมาณว่ารู้ฮอร์โมนแทบทุกตัวแล้วจะผ่าฟันคนไข้ได้ทุกประเภท ประมาณนั้น question
#1 by Shuu Exteen At 2008-08-27 01:55,